Taking too long? Close loading screen.
skip to Main Content
It’s All In Your Gut : สุขภาพดีเริ่มต้นที่ลำไส้

ใครเป็นบ้างคะ ที่เช้าตื่นมาแล้วไม่ได้ถ่ายทุกวัน และเราก็ปล่อยผ่านไป ต้องรีบแต่งหน้าทำผมไปทำงาน จากนั้นก็ได้แต่หวังว่า เดี๋ยวไปทำงาน กลางวันนี้เราจะถ่าย แต่!!1 วันผ่านไปเร็วมาก ทำงาน /ประชุมทั้งวัน  จนเลิกงาน ก็ฝ่ารถติดกลับบ้าน ก็ยังไม่ขับถ่ายอยู่ดี  หรือบางครั้งในสถานการณ์ที่เราอยู่นอกบ้าน ห้องน้ำไม่สะอาด ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำพอดี แต่นิสัยส่วนตัวเราก็ไม่ชอบเข้าห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะทำธุระถ่ายหนักด้วยแล้ว ขอเก็บกลับบ้านดีกว่า จนมาถึงบ้าน จะไปเข้าห้องน้ำอีกที ก็กลายเป็นหมดอารมณ์แล้ว ทิ้งไว้จนเช้าวันใหม่ก็เข้าสู่วงจรเดิม  นี่คือวังวนทั่วๆไปของเราชาวกรุงฯค่ะ ไม่แปลกใจว่า ทำไมชาวออฟฟิศ มีอาการเหนื่อยเพลีย อ่อนแรง ตื่นเช้ามาเหมือนไม่ได้นอน ไม่อยากลุก ปวดเมื่อเนื้อตัว บางคนเป็นไมเกรน ออฟฟิศซินโดรม ฯลฯ  เมื่อเช้ามาไม่สดชื่น ตกค่ำเหนื่อยเพลีย แต่บางครั้งนอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท ซึ่งเราใช้วิธีการปลุกตัวเองในตอนกลางวัน ด้วย กาแฟบ้าง ชาบ้าง ตกกลางคืน ผ่อนคลายด้วยเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เราสดชื่นขึ้นเลย ซึ่งจริงๆแล้วสาเหตุที่แท้คือ การที่สุขภาพลำไส้ของเราไม่สมดุลนั่นเอง

ร่างกายเรามหัศจรรย์มากค่ะ เพราะเราออกแบบระบบป้องกันร่างกายตั้งแต่ภายนอก คือผิวหนังเรา ปกป้องอวัยวะภายในจากภายนอก ในขณะที่ภายในร่างกายเรา ก็มีกลไลปกป้องเช่นกัน ทำหน้าที่คล้ายกับผิวหนังเราเลย ซึ่งก็คือลำไส้นั่นเอง โดยพื้นที่ผิวสัมผัสของลำไส้เราที่ขดไปขดมานั้น มากกว่า พื้นที่ผิวหนังทั่วร่างกายเราถึง 200 เท่าเลยค่ะ นั่นหมายความว่า พื้นผิวลำไส้เราคือส่วนที่ใหญ่ที่สุดที่คอยคัดกรองสิ่งภายนอกที่เรารับประทานเข้าไป ทั้งสารอาหารที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ สารพิษ ยา รวมทั้งเชื้อโรค ลำไส้เรารับบทบาทสำคัญมาก งานใหญ่งานช้างในการปกป้องร่างกายเรา ซึ่งเราทราบกันมาเนิ่นนานแล้ว แม้แต่นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ฮิปโปเครติส ยังกล่าวว่า โรคทั้งหลาย เริ่มต้นมาจากลำไส้ทั้งสิ้น 1 ซึ่งตอนที่ท่านกล่าวนั้น เมื่อประมาณ 460 ปี ก่อนคริสตกาล หรือประมาณ 3000 ปีก่อน ไม่เพียงเท่านั้น ตำราแพทย์แผนไทยของเรา ซึ่งก็ได้รับอิทธิพล มาจากแพทย์อายุรเวทอินเดียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ยังมีการกล่าวถึงเช่นกัน  ปากเป็นเหตุแห่งโรค ท้อง(ลำไส้)เป็นรังของโรค  แปลเป็นภาษาง่ายๆคือ เรารับประทานอะไรเข้าไปนั่นคือสาเหตุ และแหล่งที่รวมโรคก็อยู่ที่ลำไส้ของเรานั่นเอง ในสมัยโบราณยังไม่ได้มีวิทยาการเท่ากับปัจจุบัน ทำได้เพียงแต่การจดบันทึก แต่ในปัจจุบันเรามีการศึกษาวิจัย ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้เรามีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น  ภายในลำไส้ที่สุขภาพดีของเรา จะมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ คือ แบคทีเรียชนิดดี ซึ่งจะช่วยร่างกาย ย่อยอาหาร, สังเคราะห์วิตามิน เร่งกระบวนการต่างๆในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลให้มีแบคทีเรียตัวไม่ดีลดลง นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณไปยังสมองควบคุมการกินของเรา ให้อิ่ม ไม่ทานมากไป และหน้าที่อื่นๆของร่างกาย เช่น การทำงานของตับ ซึ่งเป็น อวัยวะที่มีภาระหน้าที่สำคัญและมากที่สุดของร่างกาย , การทำงานระบบภูมิคุ้มกัน , และที่ผู้หญิงอย่างเราสนใจก็คือ เรื่องผิวพรรณ การควบคุมกระบวนการการเผาผลาญ นับจากนี้ไปเราจะมีข้อมูลการศึกษาเรื่องของแบคทีเรียในลำไส้ที่สัมพันธ์ต่อระบบต่างๆของร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้นในด้านการดูแลรักษาโรค ส่วนคนทั่วๆไปอย่างเราที่ต้องการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ก็เริ่มจาก สุขภาพลำไส้ก่อนค่ะ

สุขภาพลำไส้เริ่มต้นที่ 1. อาหารและของทุกอย่างที่เรารับประทานเข้าไป มีผลและส่งผลถึงผนังลำไส้และแบคทีเรียในลำไส้อย่างแน่นอน เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับร่างกายเรา ฟังเสียงร่างกายให้มาก ลองสังเกตุตัวเองว่า รับประทานอาหารชนิดไหนมากขึ้นแล้วก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงร่างกาย เราคือคนที่รู้ดีที่สุดแล้วทานอะไรแล้วร่างกายดีขึ้น ทานอะไรแล้วร่างกายแย่ลง

  1. ด่านใหญ่สุดของการดูดซึมสารอาหารและกำจัดสารพิษก่อนดูดซึมก็คือลำไส้ และส่วนที่ช่วยย่อยอาหารคือ แบคทีเรีย ยีสต์ พยาธิในลำไส้ ซึ่งก็จะสมดุลกันในกรณีสุขภาพดี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่สิ่งมีชีวิตในลำไส้ไม่สมดุล ภาวะต่างๆในร่างกายรวมทั้งโรคเรื้อรังก็จะเริ่มปรากฏ เช่น อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย เหนื่อยเพลียเรื้อรัง มีผื่นแพ้ เป็นสิว ผมร่วง น้ำหนักลดไม่ลง ฮอร์โมนไม่สมดุล และยังสามารถเปลี่ยนการแสดงออกของยีนและอื่นๆอีกมากมาย สิ่งที่รบกวนสมดุลคือ อารมณ์ ความเครียด และ อาหาร โดยเฉพาะ ความเครียด แป้ง น้ำตาล และอาหารสำเร็จรูป(Process food) ที่เรารับประทานเข้าไปก็เหมือนกับเราให้อาหารยีสต์และแบคทีเรียตัวไม่ดีในลำไส้เรา ทำให้ขยายและเจริญเติบโตมาก แน่นอนว่าแต่ละคนก็จะมีผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะไม่มีอาการแสดงอะไรเลยก็ได้ หรือบางคนก็แสดงอาการ เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้ติดต่อกันไม่นาน ซึ่งทั้งหมด ส่งผลต่อสมดุลแบคทีเรียในลำไส้และระบบอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ผนังลำไส้ของเรา ซึ่งเป็นด่านคัดกรองสิ่งต่างๆ จะเกิดการอักเสบ หรือที่เราเรียกว่า ลำไส้รั่วซึ่ม Leaky gut (ลำไส้รั่วซึม ไม่ใช่การรั่วแบบลูกโป่งมีรูแล้วลมรั่วอย่างนั้นนะคะ ) คือการที่ผนังลำไส้มีการอักเสบบวมขึ้นทำให้แรงยึดของโปรตีนที่ยึดผนังลำไส้หลุดออกเนื่องจากยึดไว้ไม่ได้2 และปกติโปรตีนที่ยึดไว้จะถูกสังเคราะห์จากแบคทีเรียตัวดี เมื่อลำไส้ไม่สมดุล ก็ทำให้วงจรนี้เกิดขึ้นวนเวียนกันไป เรื่องนี้พูดยาวมาก ขอเป็นตอนหน้า หมอจะเล่าให้ฟังค่ะ เพราะนี่คือที่มาของการรักษาสุขภาพลำไส้ คือการรักษาสุขภาพของเรา
  2. ถ้าสุขภาพลำไส้เราแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้เราจะไม่ถูกกระตุ้นถ้าไม่จำเป็น หรือเมื่อถูกกระตุ้นแล้วก็จะไม่ทำงานมากเกินไปหรือไม่เกิดภาวะที่เรียกว่าภูมิไวเกิน ดังนั้น โรคภูมิแพ้ โรคภูมิต้านทานทำงานมากเกิน จึงมักจะเกี่ยวเนื่องกับการมีสมดุลในลำไส้ที่ไม่ดี
  3. ลำไส้ใหญ่เป็นด่านสุดท้ายของการดูดซึมสารอาหารและขับสารพิษออก ดังนั้นการขับถ่ายควรมีทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยธรรมชาติ เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลด้วยตัวเอง

 

แล้วแบคทีเรียในลำไส้เรามาจากไหนกัน ??  คำตอบคือ หลังจากที่เราเกิดมา เราจะได้รับจากคุณแม่ของเราส่วนนึง โดยถ้าคลอดจากช่องคลอดก็จะได้รับมาอยู่ในส่วนของระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร และผิวหนังเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการเริ่มแรกสุดของแบคทีเรียในร่างกายเรา และจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตามชีวิตประจำวันของเรา อาหารที่เรารับประทาน ยาฆ่าเชื้อ สารพิษ สิ่งแวดล้อม อารมณ์ และอื่นๆ และถ้าหากเทียบระหว่างDNA ของเซลล์ในร่างกายเรา กับ DNA ของแบคทีเรียในร่างกายเรา แน่นอนว่า DNA ของร่างกายเราเทียบได้เป็น 1% ของทั้งหมด ที่เหลือ 99% คือมากจากแบคทีเรียในร่างกายเรา  และแหล่งใหญ่ของแบคทีเรียอาศัยอยู่ในลำไส้ของเรา เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกทางพันธุกรรมที่เราได้มาจากพ่อแม่เรา แต่แบคทีเรียในร่างกายเราสามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของพันธุกรรมได้ ดังนั้น เราจะเปลี่ยนเป้าหมายในการดูแลตัวเองจาก 1%ที่เรามี เป็นการดูแล 99% ที่เราควบคุมได้ดีกว่า นั่นคือ เคล็ดลับการมีสุขภาพดีและยั่งยืนค่ะ

 

 

[1] Louisa. “’All Disease Begins in the Gut’: Was Hippocrates Right?” OUP Academic, Oxford University Press, 12 Feb. 2018, academic.oup.com/brain/article/141/3/e20/4850980.

[2] Fasano, Alessio. “Zonulin, Regulation of Tight Junctions, and Autoimmune Diseases.” Annals of the New York Academy of Sciences, U.S. National Library of Medicine, July 2012, www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3384703/.

[3]

 

×Close search
Search